Loader
สมัครเล่นบาคาร่า SSGAME350 มีเครดิตฟรีทดลองเล่น เว็บคาสิโนออนไลน์ UFA350 ทดลองเล่นฟรี
เว็บบาคาร่าออนไลน์ SSGAME6666 เครดิตฟรี เว็บแทงบอล UFAC4 พนันบอลดีที่สุด
แทงบอลออนไลน์ เว็บตรง UFABET สมัครเล่นคาสิโนออนไลน์ SAGAME66 เว็บรวมบาคาร่าออนไลน์
เว็บคาสิโนออนไลน์ JUAD888 เครดิตฟรี ทางเข้าแทงบอลออนไลน์ UFAZEED
เว็บสล็อตออนไลน์ SAGAME350 รวมสล็อตครบทุกค่ายเกม เว็บบาคาร่าอันดับหนึ่ง BACCARAT.GAME

กระทู้ล่าสุด

#1


ปีเตอร์ เคร้าช์ มั่นใจ สโต๊ค ในสมัยของตนมีดีพอที่จะพิชิต บาร์เซโลน่า ที่บ้านของตัวเองได้ โดยบอกว่า "เดอะ พ็อตเตอร์ส" ชุดดังกล่าวมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยมจนสร้างปัญหาให้กับทีมดังได้หลายทีม

ปีเตอร์ เคร้าช์ อดีตกองหน้าคนดังของอังกฤษ แสดงความเชื่อว่า สโต๊ค ซิตี้ ในสมัยที่ตนค้าแข้งด้วยนั้น มีดีพอที่จะเอาชนะ บาร์เซโลน่า ที่สนาม บริทานเนีย สเตเดี้ยม ได้ เพราะทีมชุดนั้นมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม

ในช่วงหนึ่ง สโต๊ค เป็นทีมที่สร้างปัญหาให้กับทีมใหญ่ๆ ของเกาะอังกฤษได้ จนถึงขั้นถูกเรียกว่าเป็นของแสลงสำหรับบรรดาทีมดังบนเมืองผู้ดี อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ได้อันดับรองสุดท้ายของ พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาล 2017-18 จนต้องตกชั้นไปเล่นใน เดอะ แชมเปี้ยนชิพ นั้น พวกเขาก็ยังไม่สามารถกลับมาอยู่ในลีกสูงสุดได้อีกเลย

เคร้าช์ กล่าวระหว่างคุยกับ โจ โคล อดีตเพื่อนร่วมทีมชาติอังกฤษของเขาในรายการของ บีที สปอร์ต สื่อของเมืองผู้ดีว่า "ตอนที่ฉันไปอยู่กับที่นั่นน่ะมันมีนักเตะหลายคนที่เล่นได้เหนือกว่าศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง ทัศนคติกับความสัมพันธ์ภายในทีมมันยอดเยี่ยมมากๆ"

"มันเป็นหนึ่งในทีมที่มีบรรยากาศภายในห้องแต่งตัวดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยเจอมา มันทำให้นายรู้เลยว่านายจะได้เล่นด้วยประสิทธิภาพสูง และมีโอกาสได้ผลการแข่งขันที่ดีในทุกเกม เพราะความขยัน, ทัศนคติ, ความพยายาม และความมุ่งมั่นของทีมชุดนั้นมันน่าทึ่งสุดๆ"

"ตอนนั้นฉันรู้สึกเลยว่าเราเป็นทีมเดียวที่ดีพอจะคว่ำ บาร์เซโลน่า ได้ ช่วงนั้นเราทำให้หลายทีมลิ้นห้อย ถ้าเกิด เมสซี่ หรือ อิเนียสต้า ต้องมาเล่นที่ บริทานเนีย ในตอนนั้นแล้วล่ะก็ ฉันก็เชื่อเลยว่าเราจะเอาชนะพวกเขาได้ เพราะตอนนั้นหลายทีมก็ต้องเจองานยากเวลาที่มาเยือนเรา"
#2


สเวน โกรัน เอริคส์สัน อดีตกุนซือทีมชาติ อังกฤษ เปิดปากสะกิด แกเร็ธ เซาธ์เกต นายใหญ่ ทรี ไลอ้อนส์ คนปัจจุบันว่าสมควรกาชื่อสองนักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด ออกจากโผ ฟุตบอลโลก เนื่องจากทั้งคู่ไม่ได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับสโมสรอีกต่อไปแล้ว

เอริคส์สัน อดีตโค้ชชาว สวีดิช เคยรับภาระคุมทีมชาติ อังกฤษ ระหว่างปี 2001/2006  และเคยมีประสบการณ์พาทีมลงเล่นในศึก ฟุตบอลโลก สองสมัย และศึกฟุตบอล ยูโร อีกสมัย

ต่อการประกาศรายชื่อนักเตะ สิงโตคำราม โผล่าสุดของ เซาธ์เกต ลงเล่นเกม เนชั่นส์ลีก อีริคส์สัน ได้แสดงความประหลาดใจเช่นเดียวกับหลายๆคนที่ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ กับ ลุค ชอว์ ยังถูกเรียกตัวมาร่วมทีมทั้งๆที่ต่างก็ตกเป็นตัวสำรองของ ผีแดง ในยุคของ เอริค เทน ฮาก แล้วจึงทำให้อดีตนายใหญ่วัยดึกลงความเห็นว่าทั้งคู่ไม่ควรติดทีมชาติชุด ฟุตบอลโลก

"ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากที่ เซาธ์เกต จะเลือก แม็กไกวร์ กับ ชอว์ ไปเล่น ฟุตบอลโลก เพราะพวกเขาไม่ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ มันเป็นเรื่องยากที่จะให้พวกเขาเล่นในทีมชาติ" เอริคส์สัน เอ่ยเมื่อ 21 ก.ย.

ต่อในรายของ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ แบ็คขวา ลิเวอร์พูล ซึ่งมักถูก เซาธ์เกต มองข้าม และเลือกใช้งาน ไคล วอล์คเกอร์ กับ คีแรน ทริปเปียร์ มากกว่า เอริคส์สัน ได้แสดงทัศนะแบบแบ่งรับแบ่งสู้เนื่องจากสตาร์ หงส์แดง เติมเกมรุกได้ดี และผ่านบอลได้อย่างน่าประทับใจ แต่มีจุดอ่อนในเรื่องเกมรับ

"เป็นเรื่องน่าทึ่งที่พวกเขามีแบ็คขวาชั้นดีมากมาย คุณสามารถหลับตาเลือกใครก็ได้"

"ผมจำได้ว่าในยุคของผม เรามี แกรี่ เนวิลล์ และ แอชลีย์ โคล อยู่คนละฝั่ง หากทั้งสองลงเล่นไม่ได้ เราก็จะมีปัญหา ผมขอเลือกส่ง อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ หรือไม่ก็ วอล์คเกอร์ เป็นตัวจริง"

"เทรนท์ เป็นจอมบุกที่วิเศษ เขาผ่านบอลได้เยี่ยม และมีเท้าขวาที่ดีมาก แต่ในฐานะกองหลัง เขาไม่ใช่คนที่ดีที่สุดในโลก หากคุณเล่นอยู่กับ ลิเวอร์พูล ที่บุกตลอดเวลา บางทีพวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องการกองหลังแบบนั้น"

"ผมคิดว่ามันขึ้นอยู่กับคู่แข่งด้วย ยกตัวอย่างเช่นหากคุณต้องเล่นกับ บราซิล คุณจะไม่ได้ครองบอลมาก และบางทีคุณอาจต้องส่งคนที่แข็งแกร่งในเกมรับลงสนาม"

สุดท้ายแล้ว เอริคส์สัน ระบุว่า มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าทีม แมนฯ ยูไนเต็ด สมควรได้เล่นเป็นตัวจริงในทีมชาติชุด ฟุตบอลโลก หลังบาดเจ็บจนหลุดโผล่าสุดอีกจนได้

"ผมคิดว่า แรชฟอร์ด สมควรได้อยู่ในทีม ผมคิดว่านักเตะที่ไม่ติดทีมชาติงวดนี้ยังมีโอกาสถูกเลือกไปเล่น ฟุตบอลโลก"

"แต่หนึ่งเรื่องที่ผมคิดว่าแปลก แต่เป็นเรื่องที่ดีสำหรับ อังกฤษ ก็คือพวกเขามีนักเตะมาจาก 17 หรือ 18 สโมสร ในช่วงเวลาของผม มีนักเตะมาจากไม่กี่สโมสร"

"พวกเขามีนักเตะจาก ดอร์ทมุนด์ จาก โรม่า ซึ่งเยี่ยมมาก และแปลกดี คุณไม่คุ้นเท่าไหร่ที่ได้เห็นนักเตะจาก นิวคาสเซิ่ล และ เวสต์แฮม ได้เล่นให้กับทีมชาติ"
#3


ลิโอเนล เมสซี่ สร้างความช็อคเมื่อปี 2021 ด้วยการย้ายออกจาก บาร์เซโลน่า ทั้งๆที่เชื่อก้นว่าเขาจะปิดฉากอาชีพพ่อค้าแข้งกับถิ่น คัมป์นู

หลังลงบู๊ให้ บาร์ซ่า 778 นัด และยิงได้ 672 ประตูพร้อมทั้งได้แชมป์ ลา ลีกา สิบครั้ง , โกปา เดล เรย์ เจ็ดครั้ง และ แชมเปี้ยนส์ลีก สี่ครั้ง ดาวเตะร่างเล็กก็เก็บเสื้อผ้าอำลาทีมที่เขาใช้ชีวิตมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นขุนพลใน ลา มาเซีย

กระทั่งไม่กี่วันก่อน ดาวเตะ อาร์เจนไตน์ วัย 35 ปีหวนกลับมาตกเป็นข่าวกับต้นสังกัดเก่าใน ลา ลีกา อีกครั้งเนื่องจากเชื่อกันว่า ชาบี หวังกระชากเขากลับสู่สโมสรทันทีที่สตาร์เลือดฟ้าขาวหมดสัญญากับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

อย่างไรก็ดี ก่อนจะถึงวันนั้น ล่าสุดสดๆร้อนๆ เอล มุนโด้ สื่อเมืองกระทิงประโคมข่าวใหญ่โดยระบุว่าได้รับเอกสารหลุดที่หลุดออกมาซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่าทำไม บาร์เซโลน่า กับ เมสซี่ ตกลงต่อสัญญากันไม่ได้ในปี 2020 (เจรจากันวันที่ 11 มิ.ย.) จนทำให้ดาวยิงชื่อดังย้ายออกไปค้าแข้งกับทีมเงินถังของ ลีกเอิง ในช่วงซัมเมอร์ปี 2021 หลังจากรับใช้สโมสรแห่งกาตาลันมานาน 21 ปี

สื่อเจ้าดังกล่าวอ้างว่าดังกล่าวเอกสารบ่งชี้ว่า ฮอร์เก้ เมสซี่ คุณพ่อของสตาร์ดัง และฝ่ายกฏหมายของเขาร่างข้อเสนอ 9 ข้อยื่นให้ บาร์ซ่า พิจารณาเพื่อต่อสัญญาใหม่ แต่มีอยู่ 2 ข้อที่ โจเซฟ มาเรีย บาร์โตเมว ประธานสโมสรในช่วงนั้นไม่โอเคด้วย จนเป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้

สำหรับ 9 ข้อเรียกร้องของ เมสซี่ ตามที่สื่อสแปนิชกล่าวอ้างมีดังนี้

1.ต้องการสัญญาใหม่สามปี

สำหรับนักเตะอายุเกินกว่า 30 ปี ต้องบอกว่ามันเป็นข้อเรียกร้องที่มากเกินไปเนื่องจากสโมสรส่วนใหญ่พร้อมต่อสัญญาใหม่ให้กับนักเตะในวัยเกินเลขสามแบบปีต่อปีเท่านั้น และยิ่งในช่วงนั้น เมสซี่ มีอายุ 33 ปีแล้ว แต่ บาร์โตเมว ก็ตอบตกลงโดยยินดีขยายสัญญาให้กับเขาไปจนถึงปี 2026

2.ขอห้องดูบอลส่วนตัวบนอัฒจันทร์ให้กับครอบครัวของตัวเอง และครอบครัวของ หลุยส์ ซัวเรซ

เมสซี่ กับ ซัวเรซ เป็นเพื่อนสนิทที่ซี้ย่ำปึ๊กกันชนิดไปไหนไปกัน และลงทุนทำธุรกิจร่วมกันนับตั้งแต่ดาวยิง อุรุกวัย ย้ายมาค้าแข้งกับถิ่น คัมป์นู เมื่อปี 2014 ซึ่งแม้ว่าหัวหอกฟันจอบจะย้ายทีมไปแล้วในปี 2020 แต่ เมสซี่ ต้องการให้ทั้งครอบครัวของเขา และครอบครัวของ ซัวเรซ สามารถเข้ามาดูเกมของ บาร์ซ่า ได้ตลอดเวลา

3.ขอค่าลงน้ำหมึกต่อสัญญาใหม่ 10 ล้านยูโร

เป็นข้อแรกที่ บาร์ซ่า ตอบปฏิเสธหลัง เมสซี่ ต้องการรับเงินเข้ากระเป๋าเหนาะๆ 10 ล้านยูโร (ต้องจ่ายวันที่ 30 มิ.ย.2023) เนื่องจากสโมสรประสบกับปัญหาทางด้านการเงินจึงไม่อาจตอบสนองสตาร์ดัง อาร์เจนไตน์ ได้อย่างที่เขาคิดว่าตัวเองสมควรได้รับ และอันที่จริง มีเพียง คิลิยัน เอ็มบัปเป้ รายเดียวเท่านั้นที่ได้เงินกินเปล่าจาก เปแอสเช มากขนาดนี้หลังยอมต่อสัญญาใหม่กับต้นสังกัดโดยล้มแผนย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด แบบฟรีๆ

4.ลดค่าฉีกสัญญาลงอย่างมหาศาล

เป็นอีกข้อที่ บาร์ซ่า ยอมรับไม่ได้ด้วยประการทั้งปวงเพราะแม้ เมสซี่ จะยินดีรับใช้สโมสรต่อไป แต่เขาต้องการความยืดหยุ่นของสัญญาที่จะเป็นหลักประกันว่าสามารถย้ายทีมออกไปเมื่อไหร่ก็ได้จึงขอลดค่าฉีกสัญญาจาก 700 ล้านยูโรซึ่งเป็นตัวเลขที่เกินจริงตามธรรมเนียมของลีกกระทิงดุลงเหลือแค่ 10,000 ยูโรเท่านั้น

5.ขอค่าแรงที่ถูกหักไปคืนพร้อมดอกเบี้ย

ในช่วงที่ โควิด-19 ระบาดอย่างหนักในปี 2020  นักเตะทีม บาร์ซ่า ถูกหักค่าแรงลงไปเช่นเดียวกับหลายสโมสรซึ่งสูญเสียรายได้ก้อนโต และทั้ง เมสซี่ กับ เฟรงกี้ เดอ ยอง ก็เป็นหนึ่งในจำนวนนี้โดยพ่อค้าแข้งละตินซึ่งโดนหักไป 20% ยืนยันว่าต้องการได้เงินคืนแบบเต็มจำนวนแบ่งเป็นซีซั่น 2021/22 10% และซีซั่น 2022/23 อีก 10% พร้อมดอกเบี้ยปีละ 3% หากสโมสรต้องการให้เขาต่อสัญญา



6.ขอเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวในช่วงคริสต์มาส

แม้จะร่ำรวยถึงขนาดมีเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวอยู่ในความครอบครองก่อนแล้วเช่นเดียวกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่กองหน้า อาร์เจนไตน์ ร้องขอเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวจากสโมสรเพื่อพาเขาและครอบครัวบินกลับไปฉลองเทศกาลคริสต์มาสในบ้านเกิด

7. ค่าแรง และภาษี

เมสซี่ ต้องการได้ค่าแรงเท่าเดิม แต่หากรัฐบาล สเปน เลือกที่จะเก็บภาษีเพิ่ม บาร์ซ่า ต้องเพิ่มค่าแรงให้เขาเพื่อที่เจ้าตัวจะได้รับทรัพย์เท่าเดิมหลังจ่ายภาษีแล้ว

8.ผู้ช่วยส่วนตัว

เจ้าของรางวัล บัลลงดอร์ เจ็ดสมัยมี เปเป้ คอสต้า ทำหน้าที่ผู้ช่วยส่วนตัวโดย บาร์เซโลน่า รับผิดชอบจ่ายค่าแรงให้ และแม้อนาคตของ คอสต้า จะเริ่มมีปัญหาหลังเกิดการแพร่ระบาดของ โควิด-19 แต่ เมสซี่ ยังต้องการให้เขาได้ทำหน้าที่เดิมต่อไป



9.พี่ชายต้องได้เงินส่วนแบ่งของทุกๆสัญญา

เมสซี่ เรียกร้องให้พี่ชาย โรดรีโก้  ซึ่งเป็นตัวแทนของ อันซู ฟาติ ดาวรุ่งของสโมสรในเวลานั้นได้ส่วนแบ่งด้วยจากทุกๆสัญญาที่เขาลงลายเซ็น และ บาร์ซ่า ตอบตกลงด้วยเข้าใจดีว่ามันอาจส่งผลกระทบต่อการพยายามต่อสัญญากับสตาร์วัยละอ่อน
#4


ท็อดด์ โบลีห์ เจ้าของทีม เชลซี เสียหน้าตามคาดเมื่อที่ประชุม พรีเมียร์ลีก ไม่ได้หยิบไอเดียเกม ออลสตาร์ ที่เศรษฐีอเมริกันนำเสนอขึ้นมาถกกันจนทำให้เชื่อว่าเกมดังกล่าวไม่น่าจะมีทางอุบัติขึ้นได้

โบลีห์ ซึ่งเข้ามาเทคโอเวอร์ สิงห์บลูส์ ต่อจาก โรมัน อบราโมวิช อดีตเจ้าของสโมสรชาว รัสเซีย ถูกผู้คนในวงการฟุตบอลอังกฤษโจมตี และคัดค้านอย่างหนักหลังเสนอไอเดียขณะแถลงข่าวที่ นิวยอร์ค เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าอยากเห็นเกม พรีเมียร์ลีกออลสตาร์ ที่ยกเอาทีมทางตอนเหนือ และตอนใต้ของ ลอนดอน มาเตะนัดพิเศษกันเหมือนกับธรรมเนียมกีฬาของชาวแยงกี้

ต่อกรณีดังกล่าว เจอร์เก้น คล็อปป์ นายใหญ่ทีม ลิเวอร์พูล เป็นตัวตั้งตัวตีแอนตี้แผนของ โบลีห์ โดยให้เหตุผลว่าปกติในแต่ละซีซั่น นักเตะต้องลงสนามกันจนแทบไม่มีวันพักอยู่แล้ว แถมไม่น่าจะมีโปรแกรมว่างให้เกมที่ไม่มีความหมายเบียดแทรกเข้ามาด้วย ขณะที่  แกรี่ เนวิลล์ กับ เจมี่ คาร์ราเกอร์ สองคอมเมนเตเตอร์ก็จวกไอเดียเจ้าของทีม เชลซี ที่เน้นเรื่องธุรกิจมากกว่ากีฬาตามประสาเศรษฐีอเมริกัน

กระทั่งล่าสุดเมื่อ 21 ก.ย.ซึ่งมีการประชุมผู้ถือหุ้นของสโมสรใน พรีเมียร์ลีก ปรากฏว่าไม่มีวาระดังกล่าวที่ โบลีห์ เรียกร้องถูกนำมาถกกันอันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไอเดียของเขาไม่ได้รับความสนใจ และไม่น่าจะมีทางเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ต่อการประชุมหนล่าสุดของ พรีเมียร์ลีก รายงานข่าวแจ้งว่ามีการถกกันถึงข้อเรียกร้องที่ต้องการให้ยกเลิกเกม รีเพลย์แมตช์ ของศึก เอฟเอคัพ รอบสาม และรอบสี่ในซีซั่นนี้เหมือนสองปีที่ผ่านมาซึ่งเผชิญกับการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 เนื่องจากซีซั่นนี้เกมใน พรีเมียร์ลีก หลายคู่ถูกเลื่อนออกไปแล้วหลังการเสด็จสวรรคตของ สมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธ ที่ 2

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ลงโทษแฟนบอลที่วิ่งลงไปในสนาม หรือจุดดอกไม้ไฟขว้างลงไปด้วยโทษแบนอย่างต่ำหนึ่งปีด้วย ตลอดจนการพิจารณารายละเอียดของกฏการใช้ วีเออาร์ ที่กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ในซีซั่นนี้กันใหม่

อย่างไรก็ดี ทุกข้อเสนอในที่ประชุมยังไม่การยืนยันถึงการบังคับใช้อย่างเป็นทางการเนื่องจากจะมีการประชุมกันอีกหนในเดือน ธ.ค.
#5


เอริก ดายเออร์ กองหลังจอมแกร่งท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สั่งห้ามคุณแม่จากการเข้าไปชมเกมบนอัฒจันทร์ เนื่องจากเจ้าตัวกลัวว่าพวกแฟนบอลจะแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมจนอาจนำไปสู่ปัญหาวุ่นวายตามมาภายหลัง

ดาวเตะเลือดผู้ดีซึ่งมีชื่อติดทีมชาติอังกฤษ เกมที่จะพบกับ อิตาลี และ เยอรมนี ในศึกเนชั่นส์ ลีก เคยโดนแบน 4 แมตช์และปรับเงิน 40,000 ปอนด์ (ราว 1.76 ล้านบาท) หลังกระโดดขึ้นไปบนอัฒจันทร์พร้อมกับประจันหน้าแฟนบอลรายหนึ่งที่กำลังมีเรื่องกับน้องชายของเจ้าตัวเมื่อปี 2020

นอกจากนี้ในเกมที่ สเปอร์ส เสมอ เชลซี 2-2 เมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อนๆ และสมาชิกในครอบครัวของเขาก็โดนแฟนบอล "สิงโตน้ำเงินคราม" พูดจาไม่ดีจนเกือบจะมีเรื่องมีราวกัน

จากคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมของแฟนบอล งานนี้ ดายเออร์ เปิดใจว่า "แน่นอนว่ามันเป็นอะไรที่เลวร้ายมากๆ มันเป็นปัญหาใหญ่ มีบางเรื่องที่ผมได้เจอมันแปลกมากๆ มันไม่ดีเอาซะเลย"

"แม่ของผมไม่ได้ไปชมเกมเยือน ท่านอยากไปนะแต่ผมกังวลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ และนั่นมันบ้าบอที่สุดจริงไหม ? ครอบครัวของเราทุกคนต้องผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้ว พ่อแม่ของนักเตะทุกคนที่มาดูพวกเขาตั้งแต่ที่พวกเขายังเป็นเด็กก็ต้องผ่านเรื่องราวเหล่านี้ทั้งนั้น" ดายเออร์ ระบุ
#6


เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ ลั่น ผลงานที่ดร็อปลงของ ลิเวอร์พูล มันไม่ได้มีเอี่ยวกับศึก ฟุตบอลโลก 2022 ที่จะฟาดแข้งกันในช่วงปลายปีนี้ พร้อมบอกว่าสิ่งที่ควรทำก่อนถึงรายการใหญ่ในระดับทีมชาติคือการได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การพยายามเลี่ยงอาการบาดเจ็บ

เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กองหลังคนดังของ ลิเวอร์พูล กล่าวว่าการที่ศึก ฟุตบอลโลก 2022 จะเตะกันในช่วงปลายปีนี้มันไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ทีมของตนฟอร์มตกแต่อย่างใด

ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล เพิ่งชนะในลีกได้เพียง 2 เกมจากการลงเล่น 6 นัด ต่างกับซีซั่นก่อนที่พวกเขาคว้าชัยชนะในลีกได้ถึง 4 เกมจากช่วง 6 นัดแรก ซึ่งบางคนตั้งประเด็นว่ามันอาจจะเป็นเพราะนักเตะหลายคนไม่อยากเข้าปะทะหนักๆ เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องได้รับบาดเจ็บ โดยอย่างกรณีของ ฟาน ไดค์ เขายังไม่เคยได้ลงเล่นรายการใหญ่ๆ ร่วมกับทัพ "อัศวินสีส้ม" มาก่อนเลย เพราะศึก ยูโร ครั้งล่าสุด เขาก็ต้องอดช่วยบ้านเกิดจากการที่ตอนนั้นอยู่ระหว่างการพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บบริเวณเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า

หลังโดนถามว่าการที่ในช่วงปลายปีนี้มีศึก ฟุตบอลโลก 2022 มันเป็นปัจจัยที่ส่งผลกับฟอร์มของ ลิเวอร์พูล หรือไม่นั้น ฟาน ไดค์ ก็ตอบว่า "ไม่เลย ไม่เลยสักนิด ผมรับประกันกับคุณได้เลยว่ามันไม่ใช่แบบนั้นแม้แต่นิดเดียว เราไม่ได้เจอกับสถานการณ์นี้เพราะเรื่องนั้นเลย"

"ผมพอเข้าใจได้นะว่าทำไมหลายคนถึงคิดกันแบบนั้น เพราะพอเราออกสตาร์ตฤดูกาลได้แย่แบบนี้น่ะทุกคนก็จะหาเหตุผลกันว่า -มันเป็นเพราะอะไร ?- เพราะฤดูกาลนี้เราออกสตาร์ตได้แย่กว่าซีซั่นก่อนมากๆ แต่ผมรับปากกับคุณได้เลยว่ามันไม่ใช่หนึ่งในเหตุผลสำหรับเรื่องนั้นแม้แต่นิดเดียว"

"คุณจะให้ความสำคัญแบบนัดต่อนัด และเราก็กำลังทำแบบนั้นกันอยู่ ผมสามารถพูดได้แค่ในกรณีของตัวเองเท่านั้น และผมก็ไม่ได้กังวลเกี่ยวกับตัวเองเลย ถ้าคุณคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้น (การสนเกม ฟุตบอลโลก มากไป) ผมก็คิดว่าคุณจะเจอปัญหาแน่ๆ สถานการณ์ตอนนี้ก็แค่ต้องดูกันแบบเกมต่อเกมเท่านั้น นั่นรวมถึงเกมระดับทีมชาติด้วย"

"แน่นอนว่าผมอยากไปเล่นรายการนั้น แต่ในความคิดของผมน่ะ การเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับรายการที่ว่าไม่ใช่การให้ความสำคัญกับการหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ แต่เป็นการได้ลงเล่นอย่างต่อเนื่อง, ทำให้ตัวเองฟิตเข้าไว้, รักษาสภาพความฟิตให้ได้ และมีช่วงเวลาที่ดีต่างหาก"
#7


บริษัท ช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดย "เครื่องดื่มตราช้าง" สานฝันเยาวชนไทย มอบให้เพื่ออนาคต กับ "ช้าง โมบาย ฟุตบอล คลินิก ปีที่ 11" เตรียมออกเดินทางไปมอบความสุขพร้อมถ่ายทอดทักษะฟุตบอลอันเต็มเปี่ยมให้น้องๆเยาวชนกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างรากฐานและพัฒนาสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต

          เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2565 ณ สนามกีฬาเทศบาลตำบลทุ่งโฮ้ง จ.แพร่ คุณศิริวรรณ ปราศจากศัตรู นายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดแพร่, คุณพงศ์วสวัสดิ์ ศุภศิริ ประธานสโมสรฟุตบอลแพร่ ยูไนเต็ด, คุณอุรเคนทร์ ช่วยพันธ์ ผู้จัดการอีเว้นท์ ภาคการขายที่ 5 บริษัท ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และนักฟุตบอลสโมสรฟุตบอลแพร่ ยูไนเต็ด เข้าร่วมพิธีเปิดโครงการ ช้าง โมบาย ฟุตบอล คลินิก ปีที่ 11 ซึ่งมีน้องๆเยาวชนเข้าร่วมโครงการกว่า 250 คน



           โดย "ช้าง โมบาย ฟุตบอล คลินิก" ในปีนี้ ยังคงนำโค้ชระดับไลเซนส์ รับรองมาตรฐานโดยสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) ลงสนามถ่ายทอดทักษะฟุตบอลให้กับน้องๆอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับเปลี่ยนรูปแบบการฝึกสอน ที่มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

           1.เปิดรับสมัครเยาวชนไม่เกิน 300 คน / แห่ง โดยจะต้องลงทะเบียนออนไลน์ล่วงหน้าเท่านั้น

           2.จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 เข็ม และแสดงใบรับรองการฉีดวัคซีนก่อนเข้าสนาม

           3.จะต้องนำผลตรวจ ATK ภายใน 48 ชั่วโมง มาแสดงในวันจัดกิจกรรม จึงจะสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้

           4.ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าสนามฟุตบอล หากเกิน 37.5 °C ไม่อนุญาตให้เข้าร่วมการฝึก

           5.ลงทะเบียนก่อนเข้าสนามทุกครั้งผ่านระบบไทยชนะ

           6.เว้นระยะห่างระหว่างการฝึก โดยแบ่งกลุ่มการฝึกออกเป็น 6 ฐาน เพื่อลดความแออัดในสนาม



           สำหรับ "ช้าง โมบาย ฟุตบอล คลินิก ปีที่ 11" ออกเดินทางไปมอบความสุขพร้อมทั้งมอบทักษะฟุตบอลให้กับน้อง ๆ ทั้ง 20 สนาม โดยมีน้อง ๆ เข้าร่วมโครงการกว่า 50,000 คน และในปีหน้ามีแผนเดินทางไปให้ครบ 77 จังหวัดทั่วประเทศ และหากพื้นที่ใดสนใจให้ช้าง โมบาย ฟุตบอล คลินิกไปจัดกิจกรรมสามารถติดต่อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ : ThaiBev ThaiTalent และ www.thaibevthaitalent.com
#8


สาวกบางส่วนของ ยูเวนตุส ออกโรงเฉ่ง เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ โทษฐานที่นำคนในทีมมาขอโทษแฟนบอลหลังจบเกมพ่าย มอนซ่า โดยถึงขั้นบอกว่า โบนุชชี่ ไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้นำแม้แต่นิดเดียว

แฟนบอลกลุ่ม คูร์ว่า ซุด ของ ยูเวนตุส สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ตำหนิ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ กองหลังกัปตันทีมของทัพ "เบียงโคเนรี่" เพราะไม่พอใจที่อีกฝ่ายนำนักเตะคนอื่นๆ มาขอโทษแฟนบอลหลังจบเกมที่ทีมรักของพวกเขาแพ้ มอนซ่า 0-1 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน ที่ผ่านมา

ยูเวนตุส ทำผลงานในฤดูกาลนี้ได้เลวร้ายจนเพิ่งชนะเพียง 2 เกมจากการลงเล่น 9 นัดในทุกรายการ จนส่งผลให้ตอนนี้เกิดความวุ่นวายอย่างหนักกับพวกเขา โดยแฟนบอลบางส่วนเริ่มประท้วงบอร์ดบริหาร หรือไม่ก็ขับไล่ มัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี แล้ว

ทั้งนี้ ตอนจบเกมกับ มอนซ่า นั้น โบนุชชี่ เดินนำคนในทีมมาขอโทษแฟนบอลที่ตามมาให้กำลังใจพวกเขา แต่มันกลับกลายเป็นการทำให้แฟนบอลกลุ่ม คูร์ว่า ซุด ไม่พอใจจนออกมาจวก โบนุชชี่ อย่างหนักหน่วง

แถลงการณ์ส่วนหนึ่งของแฟนบอลกลุ่ม คูร์ว่า ซุด ระบุว่า "เรากำลังเจอกับสถานการณ์ที่เราไม่เข้าใจเลยสักนิดเดียว และเราก็พบว่ามันเป็นการกระทำที่น่าขำรวมถึงงี่เง่าสิ้นดีจากความคิดของคนที่คิดว่าตัวเองเป็นผู้นำ แต่กลับทำตัวเหมือนเป็นเหยื่อสังเวย โบนุชชี่ ไม่เคยเป็นกัปตัน และจะไม่มีวันมีสถานะแบบนั้นได้ ไม่ว่าจะทั้งที่ เตรวิโซ่, ปิซ่า, บารี่, มิลาน และแน่นอนว่ากับที่ ยูเวนตุส ด้วย"
#9


โจชัว โรบินสัน กับ โจนาธาน เคล็กก์ 2 นักข่าวของ วอลล์สตรีท เจอร์นัล สื่อด้านการเงินชื่อดัง ระบุ เดวิด ดีน อดีตผู้บริหารระดับสูงของ อาร์เซน่อล เคยมองว่า "ไอ้ปืนใหญ่" พร้อมจะขายทีมให้ โรมัน อบราโมวิช โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ อบราโมวิช เมิน อาร์เซน่อล เป็นเพราะทีมงานที่เขาจ้างมาดันไปบอกว่า อาร์เซน่อล ไม่คิดที่จะขายทีมแม้แต่นิดเดียว

เดวิด ดีน อดีตรองประธาน อาร์เซน่อล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เคยเชื่อว่า "ไอ้ปืนใหญ่" พร้อมที่จะขายทีมให้กับ โรมัน อบราโมวิช ในตอนที่ "เสี่ยหมี" ยังไม่ได้เข้าเทคโอเวอร์ เชลซี ตามการเปิดเผยของ โจชัว โรบินสัน กับ โจนาธาน เคล็กก์ 2 นักข่าวจาก วอลล์สตรีท เจอร์นัล สื่อด้านการเงินระดับโลก

โรบินสัน กับ เคล็กก์ เพิ่งออกหนังสือชื่อ "The Club" ซึ่งพูดถึงเรื่องต่างๆ ใน พรีเมียร์ลีก โดยในช่วงหนึ่งพวกเขาบอกเล่าถึงการลุยตลาด พรีเมียร์ลีก ของ อบราโมวิช ด้วย หลังจากนักธุรกิจชาวรัสเซียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในคนที่เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีจากการเข้าเทคโอเวอร์ เชลซี เมื่อปี 2003 และทุ่มเงินก้อนโตให้กับทีมจนทำให้ "สิงโตน้ำเงินคราม" ประสบความสำเร็จอย่างมาก

ทั้งนี้ โรบินสัน กับ เคล็กก์ เผยว่าก่อนหน้าที่จะซื้อ เชลซี นั้น อบราโมวิช เคยจ้างคนจาก UBS ธนาคารสัญชาติสวิสให้ทำการประเมินสภาพเศรษฐกิจของ พรีเมียร์ลีก เพื่อพิจารณาว่าทีมไหนที่เขาควรจะเข้าไปเทคโอเวอร์ ซึ่งหนึ่งในหัวข้อที่ UBS สำรวจได้นั้นคือการบอกว่า อาร์เซน่อล อยู่ในกลุ่มที่จะไม่ยอมขายทีมอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ดีน กลับบอกว่าที่จริงตอนนั้นบรรดาผู้บริหารของ อาร์เซน่อล พร้อมที่จะขายทีมให้แล้ว ถ้าหาก อบราโมวิช ยื่นข้อเสนอเข้ามา

โรบินสัน กับ เคล็กก์ บอกด้วยว่า อบราโมวิช เคยนัดพบกับประธานของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เผื่อว่าจะเทคโอเวอร์ "ไก่เดือยทอง" แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนั้นเพราะมองว่าพื้นที่ซึ่งเป็นถิ่นที่ตั้งของ สเปอร์ส มันดูเลวร้ายมากๆ จนมีสภาพที่ย่ำแย่กว่าเมืองออมสค์ซะอีก โดยเมืองออมสค์ถือเป็นเมืองที่อยู่แถวย่านไซบีเรีย ซึ่ง อบราโมวิช มีไร่ไวน์อยู่ที่นั่น

2 นักข่าวจาก วอลล์สตรีท เจอร์นัล แฉอีกว่า อบราโมวิช เคยคิดที่จะเอา เธียร์รี่ อองรี ไปร่วมทัพ เชลซี ในช่วงที่ อองรี กำลังทำผลงานได้สุดยอดกับ อาร์เซน่อล เช่นกัน แต่สุดท้ายดีลดังกล่าวก็ไม่เกิดขึ้น
#10


พรีเมียร์ลีก ซีซั่น 2022/23 กลายเป็นลีกที่มีการแจกใบแดงน้อยที่สุดอย่างน่าตกใจเมื่อเทียบกับลีกอื่นๆในยุโรป จากการนำสถิติออกมาตีแผ่เมื่อ 20 ก.ย.

เดลี่ สตาร์ รายงานถึงประเด็นดังกล่าวว่านับตั้งแต่เปิดซีซั่น พรีเมียร์ลีก มีการแจกใบแดงทั้งหมดแค่ 4 ใบเท่านั้นซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยอย่างเหลือเชื่อเมื่อเทียบกับลีกอื่นๆโดยเฉพาะลีก ฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็น ลีกเอิง หรือว่า ลีกเดอซ์

มีการยืนยันว่าถึงขณะนี้ ท่านเปาใน ลีกเอิง ชูใบแดงไปแล้ว 34 ใบ ขณะที่ ลีกเดอซ์ มีการแจกใบแดงมากถึง 45 ใบ รวมสองลีกของเมืองน้ำหอมก็ปาเข้าไปเป็นจำนวนอย่างน่าช็อกถึง 79 ใบ



ขณะเดียวกัน ลา ลีกา เป็นลีกรองลงมาที่ผู้ตัดสินไล่นักเตะออกจากสนามมากที่สุดรวม 20 รายแล้วในซีซั่นนี้ ตามด้วย เซเรียอา 15 ใบแดง และ บุนเดสลีกา 12 ใบแดง

สำหรับ พรีเมียร์ลีก ซึ่งมีนักเตะสี่รายที่ได้ใบแดงประกอบไปด้วย เนธาน คอลลินส์ กองหลัง วูล์ฟส์ , คอเนอร์ กัลลาเกอร์ กองกลาง เชลซี , คาลิดู คูลิบาลี่ กองกลาง เชลซี และ ดาร์วิน นูนเญซ กองหน้า ลิเวอร์พูล

เว็บตรงสล็อต CQ9 GAMING เล่นง่ายได้เงินจริง สมัครสล็อตโจ๊กเกอร์ JOKER GAMING แจ็คพ็อตแตกง่าย เว็บตรงสล็อตออนไลน์ GAME350 สมัครบาคาร่า SA GAMING รับโบนัส 50% ทางเข้า UFABET เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์